ป้ายกำกับ
- กฏแห่งกรรม (140)
- ชาดก (162)
- พทุธประวัติ (20)
- พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์ (145)
- พระอริยสงฆ์ (4)
- ร่มไทร (11)
- วันสำคัญทางศาสนา (8)
- อานิสงส์ผลบุญ (40)
ผู้ติดตาม
เรื่อง หลวงพ่อจรัญในสำนึกของข้าพเจ้า
:: ภาคกฎแห่งกรรม :: เรื่อง หลวงพ่อจรัญในสำนึกของข้าพเจ้า
โดย นาวาเอก (พิเศษ) ไพโรจน์ แก่นสาร
คิดคำนวณ หวนคำนึง ถึงชีวิต กรรมลิขิต บิดผัน ให้หันเหหนีไกลห่าง ทางหรรษา เที่ยวฮาเฮ เร่สู่แคว้น แดนธรรม (วัด) อัมพวันพบหลวงพ่อ ผู้เมตตา หาใดเปรียบ จัดระเบียบ วางระบบ ครบทุกขั้นแบ่งเขตวัด เป็นสัดส่วน ควรแก่งาน ดำเนินการ สร้างเสริมธรรม นำใจคนปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ท่านชี้เหตุ แจงปัจจัย ให้เห็นผลได้มากน้อย คล้อยตามจิต จริตตน ดั่งปลุกคน เสกให้ตื่น ขึ้นทำงานการใดใด ไม่ยากเท่า ขัดเกลาจิต กิเลสติด ฝังแน่นหนา มหาศาลหลวงพ่อชี้ วิถีทาง ห่างบ่วงมาร ใจเบิกบาน บาปบางเบา เขลาลดลง
แสนซึ้งใจ ในพระคุณ เกื้อหนุนลูก หลวงพ่อปลูก ชีวิตใหม่ ให้สูงส่งมีแสงธรรม นำส่องทาง สว่างโพลง ขอมั่นคง ในคำสอน ไม่คลอนแคลน ๑๔ ต.ค. ๓๘
โดย นาวาเอก (พิเศษ) ไพโรจน์ แก่นสาร
คิดคำนวณ หวนคำนึง ถึงชีวิต กรรมลิขิต บิดผัน ให้หันเหหนีไกลห่าง ทางหรรษา เที่ยวฮาเฮ เร่สู่แคว้น แดนธรรม (วัด) อัมพวันพบหลวงพ่อ ผู้เมตตา หาใดเปรียบ จัดระเบียบ วางระบบ ครบทุกขั้นแบ่งเขตวัด เป็นสัดส่วน ควรแก่งาน ดำเนินการ สร้างเสริมธรรม นำใจคนปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ท่านชี้เหตุ แจงปัจจัย ให้เห็นผลได้มากน้อย คล้อยตามจิต จริตตน ดั่งปลุกคน เสกให้ตื่น ขึ้นทำงานการใดใด ไม่ยากเท่า ขัดเกลาจิต กิเลสติด ฝังแน่นหนา มหาศาลหลวงพ่อชี้ วิถีทาง ห่างบ่วงมาร ใจเบิกบาน บาปบางเบา เขลาลดลง
แสนซึ้งใจ ในพระคุณ เกื้อหนุนลูก หลวงพ่อปลูก ชีวิตใหม่ ให้สูงส่งมีแสงธรรม นำส่องทาง สว่างโพลง ขอมั่นคง ในคำสอน ไม่คลอนแคลน ๑๔ ต.ค. ๓๘
ทุกข์ดับที่ไหน
ปัญหา ทุกข์ย่อมเกิดจากตาเห็นรูปเป็นต้นแล้วเกิด จักขุ วิญญาณ และผัสสะ เวทนา ตัณหา โดยลำดับ ถ้าจะดับทุกข์จะดับที่ไหน ?
พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งทุกข์เป็นไฉน เพราะอาศัยจักขุเป็นวิญญาณ.... เพราะอาศัยหูและเสียง จึงเกิดโสตวิญญาณ....
พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งทุกข์เป็นไฉน เพราะอาศัยจักขุเป็นวิญญาณ.... เพราะอาศัยหูและเสียง จึงเกิดโสตวิญญาณ....
วันออกพรรษา
วันออกพรรษา ในปี พุทธศักราร ๒๕๕๓ นี้ จะตรงกันกับวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓ คือตรงกับวันปิยะมหาราช นะขอรับ
วันออกพรรษา เป็นวันที่พุทธบริษัททั้งชาววัดและชาวบ้าน ได้พร้อมใจกันกระทำบุญกุศลต่าง ๆ ตามคติประเพณีที่เคยประพฤติปฏิบัติสืบ ๆ กันมาแต่โบราณกาล เช่นมีการตักบาตรเทโว หรือเรียกตักบาตรดาวดึงส์ เป็นต้น "วันออกพรรษา" มีสาเหตุเนื่องมาจาก "วันเข้าพรรษา" ที่มีมาแล้วเมื่อวันแรม ๑ ค่ำเดือน ๘ อันเป็นวันที่พระภิกษุทั้งหลายอธิษฐานใจเข้าอยู่พรรษาครบไตรมาส คือ ๓ เดือน ตามพระพุทธบัญญัติ โดยไม่ไปค้างแรมค้างคืนนอกสถานที่ที่ท่านตั้งใจอยู่ไว้ เมื่อมีวันเข้าพรรษาก็จำเป็นต้องมีวันออกพรรษา ซึ่งวันออกพรรษา ซึ่งวันออกพรรษาตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ (เพ็ญเดือน ๑๑) ของทุกปี วันออกพรรษา เป็นวันสุดท้ายแห่งการจำพรรษาของพระภิกษุสงฆ์ หมายถึงพระภิกษุสงฆ์ได้จำพรรษาครบกำหนดไตรมาส ตามพระพุทธบัญญัติแล้ว ท่านมีสิทธิ์ที่จะจาริกไปพักค้างคืนที่อื่นได้ ไม่ผิดพระพุทธบัญญัติและยังได้รับอานิสงส์ (ผลดี) คือ
๑.ไปไหนไม่ต้องบอกลา
๒.ไม่ต้องถือผ้าไตรครบชุด
๓. ลาภที่เกิดขึ้นแก่ท่านมีสิทธิ์รับได้
๔. มีโอกาสได้อนุโมทนากฐินและได้รับอานิสงส์คือได้รับการขยายเวลาของอานิสงส์นั้นออกไปอีก ๔ เดือน
๑.ไปไหนไม่ต้องบอกลา
๒.ไม่ต้องถือผ้าไตรครบชุด
๓. ลาภที่เกิดขึ้นแก่ท่านมีสิทธิ์รับได้
๔. มีโอกาสได้อนุโมทนากฐินและได้รับอานิสงส์คือได้รับการขยายเวลาของอานิสงส์นั้นออกไปอีก ๔ เดือน
วันปิยมหาราช
เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๕๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงประชวรเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต ครั้นนั้นเป็นที่เศร้าสลดอย่างใหญ่หลวงของพระบรมวงศานุวงศ์และปวงชนทั่วประเทศ เพราะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกษัตริย์ที่เคารพรักของทวยราษฎร์ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอเนกประการทั้งในการปกครองบ้านเมืองและพระราชทานความร่มเย็นเป็นสุขแก่ชนทุกหมู่เหล่า ทวยราษฎร์ทั้งปวงจึงได้ถวายพระนามว่า พระปิยมหาราชหรือพระพุทธเจ้าหลวง เมื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพตามราชประเพณีแล้ว ครั้งเมื่อบรรจบอภิลักขิตสมัยคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ผู้สืบราชสันตติวงศ์ ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวายตามราชประเพณี โดยเชิญพระโกศพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวออกประดิษฐานบนพระแท่นนพปฎลมหา-เศวตฉัตร และเชิญพระพุทธรูปปางประจำพระชนมวารประดิษฐาน ณ โต๊ะหมู่ในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท หรือพระที่นั่งอนันตสมาคมส่วนที่พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระลานพระราชวังดุสิต หน้าที่นั่งอนันตสมาคม ที่เรียกว่าพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ที่พระบรมวงศานุวงศ์ข้าราชการ พ่อค้า คหบดี ปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าผู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณได้ร่วมใจกันรวบรวมเงินจัดสร้างประดิษฐานขึ้นน้อมเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะที่ทรงพระชนม์อยู่เนื่องในมหามงคลสมัยที่ทรงครองราชย์ยั่งยืนนานถึง ๔๐ ปี และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายนพ.ศ. ๒๔๕๑ นั้น
เรื่อง เพื่อนนักรบพบผลกรรมที่ตามทัน
:: ภาคกฎแห่งกรรม :: เรื่อง เพื่อนนักรบพบผลกรรมที่ตามทัน
ผู้เขียนมีเพื่อนร่วมรักร่วมรุ่นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ ๙ อยู่คนหนึ่งเป็นทหารบก ชื่อ พรชัย ครุฑเวโช ปัจจุบันมียศเป็นพันเอกพิเศษ ดำรงตำแหน่งเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ ๔๒ ค่ายเสนาณรงค์ (คอหงส์) จังหวัดสงขลา หลังจากสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหารในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ แล้ว เราแทบไม่ได้พบกันเลย การเลี้ยงรุ่นสังสรรค์สี่เหล่าแม้จะมีการจัดกันบ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่มีโอกาสพบปะพูดคุยกันได้ทั่วถึงเท่าใดนัก จนกระทั่งเมื่อปลายปี ๓๘ ที่ผ่านมานี้เอง เราทั้งสองได้พบกันโดยบังเอิญที่กรมราชองครักษ์ ภายในเขตพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เนื่องจากเข้าเวรราชองครักษ์ในวันเดียวกัน และทางเจ้าหน้าที่เขาจัดให้พักในห้องเดียวกัน จึงมีเรื่องเล่าสู่กันฟังมากมาย ด้วยต่างเป็นคนใฝ่กุศล คุยกันเท่าไรก็ไม่เบื่อ ไม่มีการขัดคอกันเลย วนไปวนมาก็มาเข้าเรื่องบุญเรื่องบาป เรื่องเวรเรื่องกรรม พันเอกพิชัยฯ เล่าเรื่องในแนวกฎแห่งกรรมที่เขาได้ประสบด้วยตนเองที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะนำมาเล่าต่ออยู่สองเรื่อง โดยเจ้าตัวยินยอมให้เปิดเผยเรื่องของเขาได้ แต่ดูไม่สู้จะเต็มใจนักที่จะบอกชื่อจริง ด้วยเกรงจะถูกคนที่ไม่เข้าใจครหาว่าเขาอยากเด่นอยากดัง หลังจากชักแม่น้ำทั้งหลายสายหว่านล้อมด้วยเหตุผลต่าง ๆ โดยเฉพาะความประสงค์ของหลวงพ่อที่ต้องการให้เรื่องในแนวกฎแห่งกรรมนี้มีหลักฐานชัดเจน เขาจึงยอมอนุญาต พร้อมกับเรียบเรียงเรื่องราวต่าง ๆ ให้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างละเอียด ดังจะนำมาถ่ายทอดต่อดังนี้
เรื่องแรก เกิดในราวปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ขณะนั้นพันเอกพิชัยฯ อายุประมาณ ๑๒ ขวบ เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ ๓ โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เขาเป็นเด็กที่มีนิสัยซุกซนตามประสาเด็กผู้ชายส่วนใหญ่ วันหนึ่งเขา
| โดย นาวาเอก (พิเศษ) ไพโรจน์ แก่นสาร | ||
ผู้เขียนมีเพื่อนร่วมรักร่วมรุ่นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ ๙ อยู่คนหนึ่งเป็นทหารบก ชื่อ พรชัย ครุฑเวโช ปัจจุบันมียศเป็นพันเอกพิเศษ ดำรงตำแหน่งเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ ๔๒ ค่ายเสนาณรงค์ (คอหงส์) จังหวัดสงขลา หลังจากสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหารในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ แล้ว เราแทบไม่ได้พบกันเลย การเลี้ยงรุ่นสังสรรค์สี่เหล่าแม้จะมีการจัดกันบ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่มีโอกาสพบปะพูดคุยกันได้ทั่วถึงเท่าใดนัก จนกระทั่งเมื่อปลายปี ๓๘ ที่ผ่านมานี้เอง เราทั้งสองได้พบกันโดยบังเอิญที่กรมราชองครักษ์ ภายในเขตพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เนื่องจากเข้าเวรราชองครักษ์ในวันเดียวกัน และทางเจ้าหน้าที่เขาจัดให้พักในห้องเดียวกัน จึงมีเรื่องเล่าสู่กันฟังมากมาย ด้วยต่างเป็นคนใฝ่กุศล คุยกันเท่าไรก็ไม่เบื่อ ไม่มีการขัดคอกันเลย วนไปวนมาก็มาเข้าเรื่องบุญเรื่องบาป เรื่องเวรเรื่องกรรม พันเอกพิชัยฯ เล่าเรื่องในแนวกฎแห่งกรรมที่เขาได้ประสบด้วยตนเองที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะนำมาเล่าต่ออยู่สองเรื่อง โดยเจ้าตัวยินยอมให้เปิดเผยเรื่องของเขาได้ แต่ดูไม่สู้จะเต็มใจนักที่จะบอกชื่อจริง ด้วยเกรงจะถูกคนที่ไม่เข้าใจครหาว่าเขาอยากเด่นอยากดัง หลังจากชักแม่น้ำทั้งหลายสายหว่านล้อมด้วยเหตุผลต่าง ๆ โดยเฉพาะความประสงค์ของหลวงพ่อที่ต้องการให้เรื่องในแนวกฎแห่งกรรมนี้มีหลักฐานชัดเจน เขาจึงยอมอนุญาต พร้อมกับเรียบเรียงเรื่องราวต่าง ๆ ให้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างละเอียด ดังจะนำมาถ่ายทอดต่อดังนี้
เรื่องแรก เกิดในราวปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ขณะนั้นพันเอกพิชัยฯ อายุประมาณ ๑๒ ขวบ เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ ๓ โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เขาเป็นเด็กที่มีนิสัยซุกซนตามประสาเด็กผู้ชายส่วนใหญ่ วันหนึ่งเขา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)